ข้อมูลหน่วย   ประวัติความเป็นมา  

 
 ประวัติกรมแพทย์ทหารอากาศ

     ในปี พ.ศ. 2456 การบริการทางการแพทย์ของกองทัพอากาศได้อุบัติขึ้นพร้อมกับกำลังทางอากาศ  เพื่ออนุรักษ์กำลังพล ซึ่งในขณะนั้นเริ่มด้วยหมู่พยาบาล ยังไม่มีแพทย์ ต่อมาปี 2457 การบริการทางการแพทย์ทหารอากาศ ได้ปรับปรุงเป็นหมวดพยาบาล อยู่ในสังกัดกองบินทหารบก มีนายแพทย์เป็นผู้บังคับหมวด

     ปี 2466 เปลี่ยนเป็นหมวดเสนารักษ์ กรมอากาศยาน ต่อมาปี 2480 กรมอากาศยาน เลื่อนฐานเป็นกองทัพอากาศ   หมวดเสนารักษ์ ได้เลื่อนฐานะเป็นกองเสนารักษ์   กองทัพอากาศแบ่งส่วนราชการออกเป็น 4 หน้าที่
     1.  หน้าที่อายุรกรรม    
     2.  หน้าที่ทันตกรรม
     3.  หน้าที่ศัลยกรรม   
     4.  หน้าที่เภสัชกรรม    
    
     ในช่วงปี พ.ศ. 2483 บริการแพทย์ทหารอากาศ ได้มีการปรับปรุงเจริญก้าวหน้า ขยายขีดความสามารถ บรรจุเพิ่มกำลังพลทุกสาขา ทำให้บริการแพทย์ทหารอากาศมีความเข้มแข็งขึ้น มีการทำผ่าตัด ตรวจสุขภาพ สมรรถภาพของศิษย์การบิน นักบิน และผู้ทำงานในอากาศ ขณะนั้นมีอาคารผู้ป่วยเป็นเรือนไม้ชั้นเดียว 1 หลัง  บรรจุผู้ป่วยได้ประมาณ 50 เตียง    
    
     ในปี 2548 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล  ในหลวงรัชกาลที่ 8 พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 30,000 บาท เพื่อจัดซื้อที่ดินก่อสร้างสถานพยาบาลของกองทัพอากาศ ให้ทันสมัยทัดเทียมเหล่าทัพอื่น โดยกองทัพอากาศจัดซื้อที่นาทางฝั่งตะวันออกของ ถ.พหลโยธิน ตรงข้ามสนามบินดอนเมือง เนื้อที่  380 ไร่ 3 งาน 56  ตารางวา  เมื่อ 7 ก.พ. 2492 กองทัพอากาศ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาต ในการขอพระราชทานพระบรมนามาภิไธยให้ใช้ชื่อโรงพยาบาลทหารอากาศแห่งนี้ว่า “ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ”     ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา  เจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาลของกองทัพอากาศ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยเสนารักษ์สนามของฝูงบินและกองบินต่างๆ อย่างเข้มแข็ง    
     ในปี 2493 ในสงครามเกาหลี  กองทัพไทยได้ส่งกำลังทหารเข้าร่วมกองกำลังสหประชาชาติ  แพทย์และพยาบาลทหารอากาศได้มีส่วนในราชการสงครามครั้งนี้ ในฐานะเจ้าหน้าที่ส่งกลับทางอากาศและปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลศัลยกรรมเคลื่อนที่ของสหประชาชาติ      และในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2491  กองเสนารักษ์ทหารอากาศเลื่อนฐานะเป็น “กรมแพทย์ทหารอากาศ” มีหน่วยขึ้นตรง 6 หน่วย
     1.  กองบังคับการ  มีหน่วยขึ้นตรง พลาธิการ, ฝ่ายการเงินและฝ่ายยกกระบัตร
     2.  แผนกที่ 1  มีหน่วยขึ้นตรง กองจุลินทรีย์พยาธิ, กองชีวะเคมี, กองวัคซีนเซรุ่มและกองการแพทย์ สุขาภิบาล
     3.  แผนกที่ 2  มีหน่วยขึ้นตรง กองวิทยาการ, กองสถิติ, กองศึกษา, กองเวชปฏิบัติ
     4.  แผนกที่ 3  มีหน่วยขึ้นตรง กองบัญชี, กองคลังยาเวชบริภัณฑ์และกองโรงงาน
     5.  แผนกที่ 4  มีหน่วยขึ้นตรง กองตรวจสมรรถภาพ, กองควบคุมและส่งเสริมสมรรถภาพและกองวิจัยและสถิติ
     6.  โรงพยาบาลทหารอากาศ  มีหน่วยขึ้นตรง 15 หน่วย และในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2492 ได้เปลี่ยนชื่อใหม่ใช้ชื่อว่า “โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช”    
     ในปี พ.ศ. 2494 กองทัพอากาศ ปรับปรุงอัตรากำลังพล และส่วนราชการขึ้นใหม่ กรมแพทย์ทหารอากาศ จึงได้มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เหมาะสมกับกาลสมัย จนถึงในปี 2501 เจ้าหน้าที่พยาบาลไม่เพียงพอกับการขยายกิจการแพทย์ทหารอากาศ  พลอากาศเอก เฉลิมเกียรติ  วัฒนางกูร   ผู้บัญชาการทหารอากาศ อนุมัติให้ กรมแพทย์ทหารอากาศ เปิดหลักสูตร นักเรียนจ่าอากาศพยาบาล (หญิง) ขึ้น จากนั้นในปี พ.ศ. 2506 กองทัพอากาศมีการปรับโครงสร้างใหม่ กรมแพทย์ทหารอากาศก็ปรับหน่วย ขึ้นตรง    
     จนถึงปี พ.ศ. 2514 กองทัพอากาศมีคำสั่งให้ รพ.จันทรุเบกษา เป็นหน่วยขึ้นตรง ต่อ กรมแพทย์ทหารอากาศ เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งหน่วย ตั้งอยู่ ตำบลกระตีบ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม กรมแพทย์ทหารอากาศ จึงมีหน่วยขึ้นตรง 8 หน่วย     1.  กองบริการ                   5.  กองเวชศาสตร์ป้องกัน     2.  กองวิทยาการ               6.  โรงเรียนพยาบาลทหารอากาศ     3.  กองเวชศาสตร์การบิน    7.  โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช      4.  กองเวชบริภัณฑ์            8.  โรงพยาบาลจันทรุเบกษา     ปี พ.ศ. 2519 กองทัพอากาศ ได้ยกฐานะ กองเวชศาสตร์การบิน เป็นสถาบันเวชศาสตร์การบิน และในปี 2539 กองทัพอากาศ ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่จนถึงปัจจุบัน โดยให้ กรมแพทย์ทหารอากาศ เป็นหน่วยขึ้นตรงต่อกองบัญชาการสนับสนุนทหารอากาศ และมีหน่วยขึ้นตรง กรมแพทย์ทหารอากาศ  10 หน่วยงาน      ซึ่งหน่วยงานที่เพิ่มคือ กองบังคับการและแผนกการเงิน อีกทั้งยังให้ กรมแพทย์ทหารอากาศ  รับผิดชอบ รพ.กองบิน ในด้านสายวิทยาการเทคนิคและบุคลากรทางการแพทย์   แต่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชากองบิน ที่ รพ.กองบินแต่ละแห่งปฏิบัติงานอยู่เช่นเดิม